ปฏิรูปการศึกษา : กระบวนทัศน์การศึกษาไทย ตอนที่ 4
  ๒.๕ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
สัญลักษณ์สำคัญของความ"ทันสมัย"หรือ"ความก้าวหน้า" คือเทคโนโลยี และฐานสำคัญของการเพิ่มผลผลิตและอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมใหม่คือเทคโนโลยี ดังนั้น การพัฒนาแบบใหม่จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีทุกด้านของประเทศไทย ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ และวิถีชีวิตแบบเมืองที่ขยายตัวไปทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวก สบาย รวดเร็ว มากขึ้นทั้งในแนวกว้าง และในแนวลึก หมายถึงปริมาณการใช้ขยายตัวมากขึ้น และก้าวหน้าอย่างเท่าเทียมกับต่างประเทศ เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ความบันเทิง ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดังกล่าว นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

การเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีในการผลิตและการบริโภคนี้ มีผลกระทบต่อการเรียนรู้อย่างสำคัญของคนไทย และบ่มเพาะลักษณะนิสัยที่เป็นโทษต่อการพัฒนาชีวิตและสังคมไทยหลายประการ เนื่องจากการนำเข้าเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้มาเสพ จะไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งตรงข้ามกับผู้สร้างเทคโนโลยี ที่จะต้องอาศัยฐานความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อมาประยุกต์เป็นเทคโนโลยี (Know - How) และอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์คิดค้น พัฒนา ดังนั้นผู้สร้างเทคโนโลยีจึงได้พัฒนาการเรียนรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ จินตนาการ การจัดการ ฯลฯ ในขณะที่ผู้เสพเทคโนโลยีอย่างเดียวจะไม่ได้เรียนรู้และพัฒนาในเรื่องดังกล่าว มิหนำซ้ำ วิถีชีวิตของการเสพเทคโนโลยี ยังทำลายการเรียนรู้ของบุคคล ก่อให้เกิดความมักง่าย ติดความสะดวก สบาย ไม่เป็นผู้สร้าง ไม่คิดค้นใฝ่รู้-แสวงหาเหตุผล นิยมของสำเร็จรูป ฯลฯ ลักษณะนิสัยดังกล่าวของบุคคลจากการเสพเทคโนโลยี คืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคคล ( สนใจอ่านรายละเอียดได้ใน พระธรรมปิฏก : คนไทยสู่ยุคไอที )

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีอย่างฟุ่มเฟือยของสังคมไทยจากการพัฒนาแบบใหม่ ได้แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ เกิดความเข้าใจผิดว่า มนุษย์สามารถจัดการและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ รวมทั้งสามารถจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ และปัญหาการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ด้วยมาตรการทางเทคโนโลยี เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนพลังงาน การใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาศัตรูพืช ฯลฯ โดยไม่เข้าใจว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากยังแก้ปัญหาไม่ตรงสาเหตุ มิหนำซ้ำการใช้เทคโนโลยีบางประเภทเอง ยังเป็นตัวก่อวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมและสังคมได้ด้วย เช่น ปัญหาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ปัญหาการขับไล่ชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน ฯลฯ

ดังนั้น วิถีชีวิตที่มนุษย์แยกตนเองขาดออกจากธรรมชาติ(เมือง มหานคร อภิมหานคร) มีผลให้บุคคลขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ง่าย เข้าใจผิดว่าธรรมชาติเป็นปัจจัยการบริโภคอย่างหนึ่งของมนุษย์ (ใช้เงินซื้อได้) นำไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด จนกระทั่งทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง และอย่างมองไม่เห็นความเดือดร้อนทุกข์ยากของสรรพชีวิตอื่น

จากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นลำดับ จะเห็นได้ว่า ปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา ค่านิยม และเทคโนโลยี มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของบุคคลเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในทางที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีบูรณาการ และที่เป็นอุปสรรค คือเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบไม่มีบูรณาการได้ ทั้งนี้ขึ้นกับว่า ปัจจัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบใด แบบบูรณาการหรือแบบแยกส่วน หากเป็นแบบบูรณาการย่อมเอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีบูรณาการ ดังเช่นระบบการพัฒนาภายในชุมชนตามตัวอย่างที่กล่าวมา

ในทางตรงข้าม หากการพัฒนา มีลักษณะแยกส่วน มุ่งไปที่เรื่องใดเรื่องเดียว โดยละเลยความจริงว่า ปัจจัยทั้งหลายเชื่อมโยงเป็นองค์รวมเดียวกัน แล้วมุ่งการพัฒนาไปที่ส่วนใดส่วนเดียว เป้าหมายเดียว ดังเช่นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงแผนพัฒนา ฯ ที่มุ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ ความก้าวหน้าทางวัตถุ การบริโภค ฯลฯ ได้ทำลายการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์คัดสรรของใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับของเดิม เพราะการเรียนรู้ในแบบชุมชนเดิม มิได้หมายความว่า เป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ตรงกันข้าม จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง (พลวัต) ตามสภาพความจริงของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมายความว่าการเรียนรู้แบบมีบูรณาการ ต้องปฏิสัมพันธ์กับกระแสการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย กระแสโลกาภิวัตน์ หรือกระแสอื่น ๆ ได้ โดยเป็นฝ่ายกระทำในการปรับเปลี่ยน คือเลือกและเชื่อมโยงสิ่งที่เลือกเข้ากับวิถีชีวิตอย่างกลมกลืน มีสมดุล

อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาแล้ว จะพบว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มทหาร ทุนไทย ทุนข้ามชาติและการเมืองระหว่างประเทศในยุคสงครามเย็น เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละปัจจัยที่กล่าว จึงมีเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไป และเกี่ยวข้องกับเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ด้วย ทิศทางของการพัฒนาการเรียนรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่องของอำนาจ-ผลประโยชน์

แต่กระนั้นก็ตาม อำนาจก็มิใช่ปัจจัยกำหนดการเรียนรู้ของบุคคลในสังคมแต่เพียงฝ่ายเดียว การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นทั้งในระบบและนอกระบบรัฐ ก็เป็นปัจจัยก่อให้เกิดการเรียนรู้อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐด้วย (จากเผด็จการเป็นประชาธิปไตย ฯลฯ ) ในกรณีของประเทศไทย การศึกษาที่ไม่มีบูรณาการจากการพัฒนาสมัยใหม่ ได้ก่อให้เกิดความพยายามของบุคคลบางส่วน ทั้งปัจเจกและกลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์การศึกษาแบบแยกส่วนของรัฐ และพยายามนำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ที่แตกต่างจากกระแสหลัก กระแสรอบนอกเหล่านี้ ได้กลายเป็นกระแสซึ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เมื่อการพัฒนาของรัฐ ได้นำบุคคล สังคม และธรรมชาติ มาสู่วิกฤตการณ์อันร้ายแรงในที่สุด

ที่มา : อรศรี งามวิทยาพงศ์


ปิด